นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย โดยให้ปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าต้องมีความชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ พร้อมสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ เพื่อเร่งถอดบทเรียนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ด้านกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคใต้ สำรวจข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ และส่งข้อมูลขอพระราชทานดินฝังศพ และพระราชทานเพลิงศพ เพื่อให้การดำเนินการตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ รับผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการจ่ายเงินค่าปลงศพ รายละ 2 ล้านบาท รัฐบาลได้เพิ่มการจ่ายเงิน รวม 9 จังหวัดได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง และตรังสำหรับการจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท วันที่ 4 ธ.ค. 68
ปภ. และธนาคารออมสินได้โอนเงินให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ 368,099 ครัวเรือน เป็นเงิน 3,312,891,000 บาท ได้แก่ สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี และ ยะลา ด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ Kick Off ปล่อยขบวนช่างชุมชน สถาปนิก วิศวกร ที่จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งสำรวจและประเมินความเสียหาย นำไปวางแผนการซ่อมแซมบ้านกลุ่มเปราะบางที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ส่วนกระทรวงคมนาคม เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม และกำชับให้คณะอนุกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้โอกาสการฟื้นฟูเพื่อยกระดับภาคใต้ให้แข็งแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว
(4 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการนำผลการปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคกลางเมื่อปี 2554 รวมทั้งที่จังหวัดเชียงราย และล่าสุดมหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีการปฏิบัติงานทั้งประสบผลสำเร็จและมีจุดบกพร่องนำมาทบทวนสู่กระบวนการถอดบทเรียน ปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าต้องมีความชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว รวมถึงการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นและช่วยเหลือประชาชน
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ 5 คณะ เพื่อเร่งดำเนินการถอดบทเรียนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ 5 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมรับภัย โดยมีเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธาน 2) คณะอนุกรรมการป้องกันและลดผลกระทบ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน (3) คณะอนุกรรมการการจัดการในภาวะฉุกเฉิน โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน (4) คณะอนุกรรมการการจัดการหลังเกิดภัย โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และ (5) คณะอนุกรรมการประสานงาน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นายบวรศักดิ์ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางลงไปจังหวัดสงขลาดูพื้นที่จริง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในปีหน้า ไม่ให้เข้าตัวเมือง และเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อติดตามการดำเนินการเยียวยาฟื้นฟูในพื้นที่ด้วย
ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับการประสานงานจากสำนักพระราชวังถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นพื้นที่ภาคใต้ทุกราย ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์กระทรวงมหาดไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาที่ทรงพระกรุณาแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ประสานงานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ และส่งข้อมูลขอพระราชทานดินฝังศพ และพระราชทานเพลิงศพ หรือการดำเนินการอื่น ๆ แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานพิธีการศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมถึงการอำนวยความสะดวก และการพระราชทานเงินช่วยเหลือแก่ทายาท เพื่อให้การดำเนินการตามที่ทรงโปรดเกล้าฯ รับผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และทั่วถึง
ส่วนการจ่ายเงินเป็นค่าปลงศพ แก่ผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้รายละ 2 ล้านบาท นั้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย กล่าวว่า รัฐบาลได้เพิ่มการจ่ายเงินเยียวยาเป็นค่าปลงศพ รวม 9 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง และตรังโดยคำจำกัดความของ “การเสียชีวิต” ในครั้งนี้ คือ 1. การจมน้ำเสียชีวิต 2. การเสียชีวิตในที่พักอาศัยหรือโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมขังหรือล้อมรอบ 3. การเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายหรืออพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมไปยังโรงพยาบาล ศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือสถานที่ปลอดภัย มีกรอบระยะเวลาคือวันที่ 22 - 27 พฤศจิกายน 2568 สำหรับเอกสารที่ญาติต้องใช้กรณีการเสียชีวิตประกอบด้วย1. ใบมรณบัตร 2. ใบรายงานคดี 3. คำวินิจฉัยแพทย์ ในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แล้วจำเป็นจะต้องสอบพยานแวดล้อมเพิ่มเติม จะต้องมีใบสอบปากคำ (ปค.14) เพิ่มเติม สำหรับกรณีที่มีปัญหาเรื่องการวินิจฉัยตีความ ต้องมีการยืนยันตัวตนสถานะของทายาทโดยธรรม ที่จะเป็นผู้รับเงินเยียวยา
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท สำหรับการจ่ายเงินเยียวยาในวันที่ 4 ธันวาคม2568 ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ของการโอนเงินเยียวยา โดย ปภ. และธนาคารออมสินได้โอนเงินให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว รวม 368,099ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 3,312,891,000 บาทได้แก่ สงขลา ตรังนครศรีธรรมราช ปัตตานี และ ยะลา ทั้งนี้ขอย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด
ส่วนการเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อ Kick Off ปล่อยขบวนช่างชุมชน สถาปนิก วิศวกร จากเครือข่ายสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวง พม. พร้อมด้วยนายช่างอาสาจากมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา และการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อวางแผนการซ่อมแซมบ้านกลุ่มเปราะบางที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ อีกทั้งมีการเปิดโรงครัว พม.ใกล้คุณ ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลามอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน จำนวน 168 ราย
เป็นจำนวนเงิน 540,000 บาท และมอบ “ถุงฮีล(Heal)ใจ พม.ใกล้คุณ” ให้กับตัวแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการเคหะชุมชนภูมิภาคหาดใหญ่ อีกทั้งร่วมกิจกรรม Big Cleaning เร่งคืนพื้นที่สะอาดให้กับประชาชน
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ และคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ชายแดน ประชุมเพื่อกลั่นกรองแผนพัฒนาจังหวัด - กลุ่มจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2570 นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุทกภัย รัฐบาล และกระทรวงคมนาคมได้เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม และบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงขอกำชับให้คณะอนุกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “คิดไกลกว่าการซ่อมแซม” คือใช้โอกาสการฟื้นฟูเพื่อยกระดับภาคใต้ให้แข็งแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้ ทั้งการท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยวเชื่อมฝั่งอ่าวไทย - อันดามัน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ศาสนา เช่น เส้นทางไหว้พระในนครศรีธรรมราช
สำหรับจังหวัดสงขลา และอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นประตูท่องเที่ยวชายแดนสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย นั้น เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาครั้งแรก เราต้องทำให้เขาอยากกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เราจึงต้องฟื้น
ให้เร็ว และทำให้ปลอดภัยที่สุด ทั้งระบบคมนาคมและการบริการของเมือง พร้อมเน้นให้ทุกหน่วยงานช่วยกันดูแลเรื่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ เพราะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ภาคใต้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวและย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าฟื้นฟูภาคใต้จากวิกฤตอุทกภัย ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ทั้งด้านท่องเที่ยว การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมฮาลาล โลจิสติกส์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างอนาคตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน14จังหวัดภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน